วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

Light in the darkness

            ตัวผมนั้นมักจะเป็นคนเฉยชา ไม่กระตือรือร้นกับงานที่จะต้องทำ ติดที่จะอยู่ใน comfort zone และไม่รู้ว่าจะออกไปทำไม ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีอะไรทำก็อาศัยการเล่นเกม ทั้งที่จริงๆก็ไม่ใช่ไม่มีอะไรทำ แต่แค่กลัวที่จะทำ เป็นคนประเภทที่ว่าถ้าไฟไม่รนก้นก็ไม่ค่อยจะมีแรงกระตุ้นที่จะทำ แน่นอนผลจากการทำตัวแบบนี้หลายครั้งหลายคราก็ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เครียด กดดัน เครียดจนบางทีก็รู้สึกอยากอาเจียนทั้งที่ร่างกายก็สบายดี  ก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่นิสัยแบบนี้มันกัดกินชีวิตผม บางทีผมอาจจะเป็นอย่างนี้มานานแล้วแค่มันสะสมๆขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวต่องานที่เรามักจะทำในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้เราทำ ให้เราเครียดเพราะใกล้จะถึงเส้นตาย ความกลัวนี้มันคงสะสมจนผมกลัวที่จะแตะต้องงานแม้ในเวลาที่ตัวเองมีเวลาเหลือเฝือ ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุมันก็คงมาจากความขี้เกียจ ความชะล่าใจ ความไม่มีวิสัยทัศที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องรับภาระภายหลัง ซึ่งผมเชื่อว่าคุณๆส่วนใหญ่ก็คงเป็นกัน ใครบ้างจะไม่ขี้เกียจ ถ้าเรามีโอกาสที่จะขี้เกียจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะตระหนักในผลที่ตามมา และหนักแน่นกับตัวเองแค่ไหนที่จะไม่ปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามนั้น กับผมคงต้องยอมรับว่าตัวเองไม่หนักแน่นและได้เห็นความอ่อนแอในตัวเองหลายๆครั้งที่ยอมแพ้ มักจะหลีกหนีปัญหา จนกว่าตัวเองจะจนตรอก และเมื่อผ่านมาแล้วก็ลืมความรู้สึกตอนที่เราจนตรอกง่ายๆซะอย่างนั้น ผมก็รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองจริงที่ลืมไปได้ไง หรือแค่ผมทำเป็นไม่สนใจมัน

        ครั้งนี้ก็เหมือนกันด้วยกำหนดเส้นตายที่เข้ามากับงานชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิต แต่ถึงจะรู้ว่าความใหญ่ของงานมันมากแค่ไหน ผมก็ยังคงนิสัยเดิมๆมาจนถึงตอนนี้ ด้วยโอกาสที่ยังมีอยู่ผมตระหนักกับตัวเองได้ว่า ถ้าปล่อยมันผ่านไป ถ้าปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนี้ บางทีมันอาจกลายเป็นความล้มเหลวที่สุดในชีวิตได้ ในครั้งนี้หลังจากผ่านอารมณ์ ความเครียด ความกลัว ความกดดัน ความไม่มันใจว่าตัวเองมีความสามารถพอ ความรู้สึกที่เรียกว่าอยู่ในนรกหลายๆอย่างที่เข้ามา ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงตัวเองถึงจะผ่านมันไปได้ ผมต้องกาารคนช่วยเหลือ และในเวลานี้คนที่ผมมักจะคิดถึงก็คือแม่ ทั้งที่ตอนตัวเองสบายก็ไม่เคยจะคิดถึงท่าน ไม่เคยคิดว่าท่านจะเหงาไหมที่ไม่มีเรา ตัวผมนี่ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวจริงๆ สิ่งที่ได้จากแม่คือกำลังใจจากข้อความเหล่านี้ที่ผมไม่อยากลืมมันไป

"ทำได้ซิ ถ้าเราตั้งใจจะมีอะไรที่เราทำไม่ได้"
"มันก็อย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่ฝึกเจอกับปัญหาตอนนี้เราจะไปฝึกตอนไหน เดี๋ยวก็ต้องไปเจอกับปัญหาเวลาทำงานจริงมันหนักกว่าน่ะ"
"ก็ค่อยๆคิดไป ตอนนี้เหนื่อยก็นอนพักก่อนไป อาบน้ำก่อน เติมพลังแล้วค่อยมาลุยใหม่"
"เดี่๋ยวกลับมามารับพลังจากแม่ แม่จะเป่ากละหม่อมให้"
"ถ้าเครียดก็เปิดเพลงฟังสิลูก"
"หนูก็เลิกเล่นเกมบ้าง แล้วตั้งใจรีบทำงานเดี๋ยวก็เสร็จ :D"

หวังว่าตัวผมหลังจากนี้จะลุกขึ้นสู้กับงาน ไม่หนีจากปัญหาเหมือนที่ผ่านๆมา ตัวผมในอนาคตหวังในตัวคุณอยู่นะ คุณตัวผมในปัจจุบัน ถ้าคุณอยากให้ผมสบายคุณก็ต้องเริ่มเหนื่อยบ้างน่ะ ค่อยๆเหนื่อยในตอนนี้แล้วเราได้ความภูมิใจ ได้ความสำเร็จ ดีกว่าตัวเราตอนนี้สบาย แต่ต้องล้มเหลว ต้องเจอกับความรู้สึกเหมือนอยูู่ในนรก แล้วก็ต้องมาเหนื่อยแบบทวีคูณอยู่ดี ผมหวังในตัวคุณน่ะคุณตัวผมในปัจจุบัน

The beginning of journal

สำหรับบล็อกนี้ก็เป็นบล็อกแรกในชีวิตสำหรับผม และหวังว่าผมจะได้เขียนมันต่อไปเรื่อยๆ จุดประสงค์ของบล็อกนี้มีไว้ย้ำเตือนความคิดกับคนขี้ลืมอย่างผม :D คนที่มักจะลืมความสำคัญของประสบการณ์และความรู้สึกต่างๆที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่าจะลำบากหรือสบาย ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ขอให้ตัวผมพยายามบันทึกความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อให้มันไม่สูญเปล่าไป เดิมทีผมไม่คาดหวังจะให้ใครมาอ่านนอกจากตัวเอง แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งเป็นคนหนึ่งที่หลงเข้ามาอ่านอย่างน้อยก็ขอให้คุณได้แง่คิดอะไรบางอย่างกลับไป